พลังงานยุโรป ตัวแปรความมั่นคงหรือวิกฤติเศรษฐกิจ

คำสั่งของประธานาธิบดีรัสเซียให้ใช้กำลังทหารบุกประเทศยูเครนเมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2565 เป็นการยืนยันให้เห็นว่า สงครามระหว่างประเทศไม่ได้เกิดขึ้นกับเรื่องเศรษฐกิจเท่านั้น ทว่า “สงครามทางทหารจริงยังคงเกิดขึ้นได้อยู่” การสู้รบในยูเครนที่ยังดุเดือดเวลานี้ พร้อมความกังวลว่าจะบานปลายไปถึงสงครามโลกหรือไม่..? แม้จะมีหลายประเทศเข้ามาช่วยเจรจาแต่ยังไม่เห็นจุดจบ แต่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจนั้นเกิดขึ้นเป็นคู่ขนานในทันที และอาจมีนัยที่รุนแรงกว่าที่คาด เพราะนอกจากกำลังทางทหาร การตอบโต้ทางเศรษฐกิจจากรัสเซียต่อประเทศที่ประกาศคว่ำบาตร โดยเฉพาะยุโรปใน “เรื่องพลังงาน” คือ ปัจจัยควรติดตามใกล้ชิด

ในปี 2020 รัสเซียผลิตก๊าซธรรมชาติได้ประมาณ 639 พันล้านลูกบาศก์เมตร มากเป็นอันดับ 2 รองจากสหรัฐฯ และในจำนวนนี้รัสเซียส่งออกไปถึง 1 ใน 3 หรือประมาณ 197 พันล้านลูกบาศก์เมตร ถือเป็นประเทศที่ส่งออกก๊าซเป็นอันดับต้นของโลก และรัสเซียยังเป็นผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่ของโลกเช่นเดียวกัน แต่ผลจากการคว่ำบาตรรัสเซียทั้งเรื่องการเงินและการค้าต่างๆ โดยเฉพาะจากยุโรปทำให้เศรษฐกิจและค่าเงินของรัสเซียกระทบอย่างหนัก ดังนั้นหากรัสเซียตอบโต้ด้วยการหยุดส่งพลังงานให้กับยุโรป อาจทำให้เศรษฐกิจยุโรปที่พึ่งพาพลังงานจากรัสเซียรวมกันถึง 40% ได้รับผลกระทบอย่างหนัก

โดยประเทศเศรษฐกิจหลักที่จะได้รับกระทบมากเป็นอันดับแรกคือ เยอรมันนี ที่พึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียประมาณ 49% ลองลงมาคือ อิตาลี 46% ฝรั่งเศส 24% และยังมีอีกหลายประเทศที่พึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียในสัดส่วนที่สูงมาก เช่น มาซิโดเนียเหนือ , บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา , มอลโดวา , ฟินแลนด์และลัตเวีย ที่พึ่งพาอาศัยก๊าซจากรัสเซียสูงกว่า 90% (ข้อมูล ACER ) แม้ว่าทางยุโรปจะเริ่มมีความพยายามหาแหล่งพลังงานอื่นเข้ามาทดแทน เช่น จากตะวันออกกลาง หรือสหรัฐฯ ก็คงไม่ใช้เรื่องง่ายที่หามาทดแทนได้ในทันที

ขณะเดียวกันประเทศในยุโรปที่รัสเซียนำเข้าสินค้ามากที่สุด ก็คือ เยอรมันนี ประมาณ 25.11 พันล้านเหรียญฯ รองลงมาคือ เบรารุส 13.66 พันล้านเหรียญฯ , อิตาลี 10.91 พันล้าน และฝรั่งเศส 8.59 พันล้าน ในจำนวนนี้มีเพียงประเทศเบรารุส ที่ไม่คว่ำบาตรรัสเซีย แต่เห็นได้ชัดถึงความเชื่อมโยงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของรัสเซียกับยุโรปที่สำคัญมาก
กว่า 2 สัปดาห์หลังรัสเซียก่อสงคราม มีผลกระทบกับเศรษฐกิจและตลาดสินทรัพย์มากขึ้น ประเด็นหลักที่ต้องติดตามใกล้ชิดจากนี้ คือ

1.) ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น จะสูงไปถึงระดับใด นักวิเคราะห์คาดว่าจะไปถึงระดับ 150 เหรียญฯ หรืออาจไปถึงระดับ 300 เหรียญฯ ถ้ารัสเซียหยุดส่งพลังงานให้ยุโรปจริงๆ แน่นอนว่าจะกระทบต่อเงินเฟ้อของสหรัฐฯกับยุโรป และมีผลต่อการใช้นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และ ยุโรป (ECB) ในระยะต่อไปอย่างมีนัยสำคัญ

2.) หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อ จะทำให้ตลาดสินทรัพย์ทั่วโลกเกิดความผันผวนสูงขึ้น และราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง กิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายส่วนอาจเริ่มกระทบจากต้นทุนพลังงานที่สูง และผู้อพยพจากยูเครนที่เข้าไปประเทศต่างๆ ทำให้เศรษฐกิจยุโรปเสี่ยงที่เกิดภาวะถดถอย

3.) หากเกิดการใช้กำลังทางทหารเข้าช่วยยูเครน ประเด็นนี้น่ากังวลมากเพราะจะทำให้สถานการณ์บานปลาย เกิดเป็นสงครามที่ขยายวงในยุโรปจะกระทบถึงเศรษฐกิจและสินทรัพย์ทั่วโลกอย่างหนัก ทั้งการนำเข้า-ส่งออก , การขาดแคลนวัตถุดิบของห่วงโซ่การผลิตต่างๆ ทั่วโลก ทำให้เศรษฐกิจโลกเสี่ยงที่เกิดการถดถอยอย่างรวดเร็ว

แม้ว่าข้อสุดท้ายนี้อาจเกิดขึ้นยาก อีกทั้งมีหลายประเทศพยายามเข้ามาช่วยเจรจา เช่น จีน , ฝรั่งเศส , อิสราเอล แต่ท่าทีของรัสเซียยังมีความน่ากังวล เช่น มีการระบุชื่อประเทศที่ไม่เป็นมิตรกว่า 20 ประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นยุโรป ทำให้สถานการณ์อยู่ในจุดที่มีความน่าจับตามองว่ารัสเซียจะทำอะไรต่อไป..!?

ความผิดของรัสเซียที่รุกรานยูเครน ได้ถูกนานาชาติคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการเงินอย่างหนักขึ้นเรื่อยๆ แต่ความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจดังที่กล่าวไป ทำให้ยุโรปก็ถูกผลกระทบเช่นกันทั้งทางตรงและทางอ้อม และสุ่มเสี่ยงมากขึ้น หากรัสเซียใช้เรื่องพลังงานตอบโต้กลับ ดังนั้นนัยของสงครามทหารของรัสเซียครั้งนี้ จะลามไปเป็นสงครามทางเศรษฐกิจด้วยหรือไม่ ..? หากรัสเซียยังไม่ยุติและการเจรจายังไม่ได้ผล และยุโรปจะมีท่าทีอย่างไรกับความมั่นคงของเศรษฐกิจที่มีเรื่องพลังงานตัวตัวแปรสำคัญ

ด้านการลงทุน ตอนนี้ประเทศไทยยังไม่ได้เจอผลกระทบที่ชัดเจนมากในเรื่องสงคราม การลงทุนในตลาดหุ้นไทยยังถือว่าสนใจจากรายงานกำไรตลาดไตรมาส 4/2564 ที่ออกมาดีมาก ในระยะสั้นหุ้นกลุ่มพลังงาน ยังจับจังหวะเข้าลงทุนได้ และพิจารณาเลี่ยงกลุ่มที่มีต้นทุนการผลิตจากการนำเข้าสินค้าในกลุ่มประเทศได้รับผลกระทบจากสงคราม อย่างไรก็ตาม ตลาดอาจมีความผันผวนสูง ช่วงนี้อยากแนะนำติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและระมัดระวังการลงทุนให้มากนะครับ

การก่อสงครามของรัสเซียคือภาพสะท้อนว่า ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศมหาอำนาจนั้นเป็นเรื่องใหญ่ที่นำไปสู่สงครามทำลายชีวิต , เศรษฐกิจและทรัพย์สินต่างๆได้ และไม่ว่าจุดจบของสงครามจะเป็นอย่างไร … ‘ฉากทัศน์ใหม่’ ที่น่าติดตามดูนับจากนี้ไปคือ รูปแบบดุลอำนาจของชาติมหาอำนาจโลกจะเป็นอย่างไรในทางเศรษฐกิจและทางทหาร อาจจะมีทั้งความร่วมมือและความขัดแย้งควบคู่ไป ภายใต้เงื่อนไขของผลประโยชน์และความมั่นคงของประเทศบนทรัพยากรของโลกที่มีจำกัด แต่ต้องไม่เกิดการสู้รบทำลายชีวิตผู้คนอีก

Ref. https://www.bangkokbiznews.com/columnist/993422

อ่านต่อ

ส่องมาตรการประหยัดพลังงาน “สุพัฒนพงษ์” มั่นใจพลังงานไม่ขาดแคลน

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ได้เตรียมพร้อมศูนย์กลางสั่งการด้านพลังงานประจำกระทรวงพลังงานเพื่อใช้เป็นศูนย์ติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานโดยเฉพาะการเตรียมการด้านการสำรองพลังงานให้พร้อมรับต่อทุกสถานการณ์

ทั้งนี้ หากสถานการณ์ยังคงตึงเครียดต่อไปอาจทำให้เดือนเม.ย.นี้ ราคาน้ำมันดิบดูไบเกิน 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล น้ำมันดีเซล 150 – 170 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่การเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์ของอิหร่าน-สหรัฐฯ อาจนำไปสู่กำลังการผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้นกว่า 1 ล้านบาร์เรล/วัน รวมถึงการปล่อยน้ำมันสำรองของ IEA ก็อาจบรรเทาความตึงตัวของตลาดได้ ส่งผลให้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะพยุงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร ถึงเดือนพ.ค. 2565

ขณะที่สถานการณ์ราคา LPG ตลาดโลกก็ปรับเพิ่มขึ้นทิศทางเดียวกับราคาน้ำมัน เช่นเดียวกันกับราคาก๊าซธรรมชาติก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเพราะอุปทานจากรัสเซียที่ไม่แน่นอนจากมาตการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ที่ครอบคลุมทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และสหภาพยุโรปก็อยู่ระหว่างพิจารณาลดการพึ่งพานำเข้าก๊าซฯ จากรัสเซีย

ทั้งนี้ กระทรวงฯ จึงจะขยับขึ้นวันที่ 1 เม.ย. 2565 จากถังละ 318 บาท 15 กก. เป็น 333 บาทต่อถัง 15 กก. แต่จะช่วยผ่านกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจากเดิมได้รับสนับสนุนที่ 45 บาทต่อถัง เวลา 3 เดือน เป็น 100 บาท ในขณะที่ผู้ใช้เบนซินที่ลงทะเบียนกับกรมขนส่งทางบกและเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กระทรวงฯ อยู่ระหว่างหางบประมาณช่วยเหลือเช่นกัน

สำรองน้ำมันเชื้อเพลิงกว่า 60 วัน

กรมธุรกิจพลังงาน ได้ประสานงานกับกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมอย่างใกล้ชิด ทุกรายได้แจ้งยืนยันว่ายังคงสามารถจัดหาน้ำมันดิบได้ตามสัญญาซื้อขายล่วงหน้า 2 เดือน สำหรับความต้องการใช้น้ำมันดิบเฉลี่ยอยู่ที่ 123.25 ล้านลิตร/วัน และน้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ยอยู่ที่ 119.88 ล้านลิตร/วัน

ปัจจุบันน้ำมันดิบคงเหลือรวมอยู่ระหว่างการขนส่ง อยู่ที่ 5,686.44 ล้านลิตร ปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปคงเหลือ 1,703.61 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำมันของประเทศ 61 วัน อีกทั้ง บมจ.ปตท. ได้เตรียมพร้อมจัดหาน้ำมันดิบเพิ่มเติมอีก 635.94 ล้านลิตร (4 ล้านบาร์เรล) จะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำมันสำรองเป็น 66 วัน ทำให้ประเทศมีน้ำมันไม่ขาดแคลน

อีกทั้ง ยังเตรียมประกาศเพิ่มอัตราสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงตามกฎหมายน้ำมันดิบเป็น 5% จากปัจจุบัน 4% และน้ำมันสำเร็จรูปเป็น 2% จากปัจจุบัน 1% จะช่วยให้มีปริมาณน้ำมันสำรองเพิ่มขึ้นอีก 7 วัน

รวมพลังคนไทย ลดใช้พลังงานหาร 2

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานได้เปิดแคมเปญ “รวมพลังคนไทย ลดใช้พลังงาน หาร 2” โดยความร่วมมือของทุกหน่วยงานทั้งในสังกัดกระทรวงพลังงาน รวมถึง กฟน. และกฟภ. จัดนิทรรศการเผยแพร่ให้ความรู้เรื่องการประหยัดพลังงานสำหรับประชาชนทั่วไปและข้อแนะนำการประหยัดพลังงานทั้งผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งกำหนดให้หน่วยงานเพิ่มความเข้มข้นในการประหยัดพลังงานมากขึ้นจากเดิม 10% เป็น 20%

ทั้งนี้ ยังมีมาตรการเพื่อส่งเสริมการประหยัดพลังงานในระดับธุรกิจ โดยผ่านกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน อาทิโครงการสนับสนุนการลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยนปรับปรุงเครื่องจักร อุปกรณ์เพื่อการอนุรักษ์พลังงาน ปี 2564 โดยใช้งบประมาณจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานรวม 400 ล้านบาท โครงการเงินสนับสนุนเพื่อลดการใช้พลังงานแก่ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ และผู้ประกอบการขนส่ง โดยใช้งบประมาณจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานรวม 600 ล้านบาท

ปตท.ชูแคมเปญประหยัด-จูนอัพเครื่องยนต์

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จัดแคมเปญ “ก๊อดจิชวนใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าและประหยัด” สื่อสารรณรงค์ประหยัดพลังงานด้วยสื่อหลายรูปแบบในทุกช่องทาง พร้อมทั้งจัดให้มีการตรวจเช็กสภาพเครื่องยนต์ฟรี โดย บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ เพื่อให้เครื่องยนต์มีความสมบูรณ์ ช่วยลดการใช้เชื้อเพลิง พร้อมด้วยโปรโมชั่นต่างๆ จนถึงสิ้นเดือนเมษายนนี้ ณ FIT Auto สถานีบริการน้ำมัน PTT Station ที่ร่วมรายการทั่วประเทศ

กฟผ.ล้างแอร์ฟรี-มอบส่วนลดเบอร์ 5

ขณะที่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ชวนคนไทยประหยัดพลังงานผ่าน 2 แคมเปญ คือ แคมเปญ “ล้างแอร์ช่วยชาติ (Clean your air, Clean your life)” มอบ 10,000 สิทธิให้ประชาชนทั่วประเทศล้างแอร์ฟรี สามารถลงทะเบียนรับสิทธิได้ที่เว็บไซต์ www.egat.co.th ตั้งแต่วันที่ 18 เม.ย. 2565 เป็นต้นไป และแคมเปญ “ส่วนลด 500 บาท สำหรับซื้อผลิตภัณฑ์เบอร์ 5” มอบอีก 10,000 สิทธิให้กับประชาชนทั่วประเทศที่ซื้อผลิตภัณฑ์เบอร์ 5 มูลค่า 1,000 บาท ขึ้นไป โดยเริ่มใช้สิทธิได้ที่ห้างสรรพสินค้าและร้านค้า Green Shop ที่เข้าร่วมกิจกรรม ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. – 30 มิ.ย. 65

ทั้งนี้ การล้างแอร์สามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้าได้ถึง 10% ประหยัดพลังงานได้ถึง 1.3 ล้านหน่วย/ปี และทั้ง 2 แคมเปญนี้ยังช่วยลดการปล่อย CO2 รวมประมาณ 804 ตัน/ปี พร้อมทั้งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจจากการจ้างงานและการซื้อผลิตภัณฑ์เบอร์ 5 รวมมูลค่ากว่า 21 ล้านบาท

“นอกจากการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 แล้ว ควรตรวจเช็คอุปกรณ์ไฟฟ้าก่อนออกจากบ้าน ปิดสวิตซ์และถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทันทีที่เลิกใช้งาน เปิดเครื่องปรับอากาศที่อุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 26 องศา ไม่ใส่ของในตู้เย็นมากเกินไปและลดการเปิดปิดประตูตู้เย็น เป็นต้น”

นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวว่า อยู่ระหว่างเตรียมจัดหางบประมาณช่วยเหลือประชาชนที่ใช้ไฟฟ้าระดับไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน หรือคิดเป็นเงินประมาณ 1,200 บาทต่อเดือน ให้อยู่ในราคาเดิม ณ ราคาต่อหน่วยปัจจุบัน ในขณะที่ผู้ที่ใช้ไฟเกิน 300 หน่วยต่อเดือน จะมีการปรับขึ้นค่าเอฟทีมากกว่า 16 สตางค์ต่อหน่วยแน่นอน

Ref. https://www.bangkokbiznews.com/business/993157

อ่านต่อ

ข่าวดี! ขนส่งฯ หั่นภาษี “รถยนต์ไฟฟ้า” ถูกกว่ารถน้ำมัน-มอเตอร์ไซค์จ่ายครึ่งเดียว

กรมการขนส่งทางบกจูงใจประชาชนให้หันมาใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ลดภาษีประจำปีรถยนต์ไฟฟ้าต่ำกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์รถยนต์ไฟฟ้าที่สามารถนำมาจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกเพื่อให้มั่นใจว่าสามารถใช้งานบนท้องถนนร่วมกับรถประเภทอื่นได้อย่างปลอดภัย

นางสิริรัตน์ วีรวิศาล รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบกจึงมีนโยบายสนับสนุนการใช้รถที่ใช้พลังงานทางเลือก โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle : EV) ด้วยการจัดเก็บอัตราภาษีรถประจำปีในอัตราที่ต่ำกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง พร้อมทั้งกำหนดคุณสมบัติของกำลังมอเตอร์ไฟฟ้า ความเร็วขั้นต่ำ รวมถึงส่วนควบและเครื่องอุปกรณ์ของรถที่จะจดทะเบียน ซึ่งจะต้องมีความมั่นคงแข็งแรง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าสามารถใช้งานบนท้องถนนร่วมกับรถประเภทอื่นได้อย่างปลอดภัย โดยมีรายละเอียดดังนี้

– รถยนต์รับจ้างระหว่างจังหวัด รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน รถยนต์บริการธุรกิจ รถยนต์บริการทัศนาจร รถยนต์บริการให้เช่า รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกินเจ็ดคน รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกินเจ็ดคน รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล และรถยนต์สี่ล้อเล็กรับจ้าง ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ต้องมีกำลังของมอเตอร์ไฟฟ้าไม่น้อยกว่า 15 กิโลวัตต์ และต้องวิ่งได้ความเร็วสูงสุดไม่น้อยกว่า 90 กิโลเมตร/ชั่วโมง

– รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคนแบบพิเศษที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ต้องมีกำลังของมอเตอร์ไฟฟ้าไม่น้อยกว่า 100 กิโลวัตต์ โดยจะต้องติดเครื่องหมาย “e” หรือมีการกำหนดรหัสหรือรุ่นของผู้ผลิตที่แสดงถึงการใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนรถไว้บริเวณท้ายรถอย่างถาวรและสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน

– รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกินเจ็ดคน รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกินเจ็ดคน รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล และรถยนต์สี่ล้อเล็กรับจ้างที่มีกำลังของมอเตอร์ไฟฟ้าหรือความเร็วสูงสุดไม่เป็นไปตามที่กล่าวมาข้างต้น ต้องมีกำลังของมอเตอร์ไฟฟ้าไม่น้อยกว่า 4 กิโลวัตต์และต้องวิ่งได้ความเร็วสูงสุดไม่น้อยกว่า 45 กิโลเมตร/ชั่วโมง โดยจะต้องติดเครื่องหมาย “s” ไว้บริเวณท้ายรถอย่างถาวรและสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนเช่นเดียวกัน

– รถยนต์รับจ้างสามล้อและรถยนต์สามล้อส่วนบุคคลที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ต้องมีกำลังของมอเตอร์ไฟฟ้าไม่น้อยกว่า 4 กิโลวัตต์ และวิ่งได้ความเร็วสูงสุดไม่น้อยกว่า 45 กิโลเมตร/ชั่วโมง

– รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ต้องมีกำลังของมอเตอร์ไฟฟ้าไม่น้อยกว่า 250 วัตต์ และต้องวิ่งได้ความเร็วสูงสุดไม่น้อยกว่า 45 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในขณะที่รถจักรยานยนต์สาธารณะที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ต้องมีกำลังของมอเตอร์ไฟฟ้าไม่น้อยกว่า 250 วัตต์ แต่ไม่เกิน 4 กิโลวัตต์ และต้องวิ่งได้ความเร็วสูงสุดไม่น้อยกว่า 45 กิโลเมตร/ชั่วโมง

ทั้งนี้ มอเตอร์ไฟฟ้าของรถทุกประเภทข้างต้นจะต้องขับเคลื่อนรถรวมน้ำหนักบรรทุกด้วยความเร็วสูงสุดตามที่กำหนดได้ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 30 นาที

นอกจากนี้ รถยนต์ไฟฟ้าเมื่อจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกแล้ว จะเสียภาษีรถประจำปีในอัตราภาษีต่ำกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง โดยหากเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกินเจ็ดคน (รถเก๋ง) ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า จะจัดเก็บภาษีตามน้ำหนักของรถตามรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกินเจ็ดคน (รถตู้) เช่น รถเก๋งที่ใช้พลังงานไฟฟ้าที่มีน้ำหนัก 1,510 กิโลกรัม เสียภาษีรถประจำปีตามน้ำหนักของรถตู้ ในอัตราคันละ 1,300 บาท ต่างจากกรณีรถเก๋งที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งจะมีการจัดเก็บตามความจุกระบอกสูบ (ซีซี)

ส่วนรถตู้ รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล และรถจักรยานยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า จะจัดเก็บภาษีในอัตรากึ่งหนึ่ง เช่น รถจักรยานยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง เสียภาษีรถประจำปีคันละ 100 บาท แต่รถจักรยานยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า จะเสียภาษีประจำปีในอัตราคันละ 50 บาท

Ref. https://www.sanook.com/auto/83107/

อ่านต่อ

รัฐ – เอกชน ผนึกกำลังมุ่งสู่ “พลังงานสะอาด” ลดต้นทุนสู้แข่งขัน

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ส.อ.ท. ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.) ประกาศโครงการนำร่องการพัฒนาทางด้านพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy:RE) และ คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) เพื่อจัดทำฐานข้อมูลและการรับรองการผลิตไฟฟ้า RE และคาร์บอน เครดิต ที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ริเริ่มสนับสนุนและผ่อนคลายกฎระเบียบให้ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถซื้อขายไฟฟ้าข้ามสายส่ง และเปิดการอนุญาตทดลองกติการูปแบบใหม่ๆ เพื่อทดลองแนวทางที่เหมาะสมที่สามารถผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันกับธุรกิจต่างประเทศ

โดยเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มของ ส.อ.ท. ใช้เป็นต้นแบบตามแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยี และการประยุกต์ใช้ RE และขยายผลการศึกษา การพัฒนาไปสู่โครงการอื่นๆ ต่อไป เช่น โครงการ ERC Sandbox ระยะที่ 2 ตอบโจทย์และแก้ไขปัญหาของการค้าการส่งออกของประเทศไทยเป็นสำคัญ

“ต้นทุนค่าไฟฟ้าของระบบพลังงานหมุนเวียนที่ลดลง ส่งผลให้ผู้ใช้ไฟฟ้ามีความต้องการที่จะใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น อีกทั้งธุรกิจพลังงานไฟฟ้ารูปแบบใหม่ยังถูกพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น การเกิดขึ้นของตลาดคาร์บอนเครดิต และการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าในรูปแบบใหม่”

ดังนั้น ภาครัฐและเอกชนควรที่จะต้องเตรียมตัวให้พร้อมให้สอดคล้องกับกติกาโลกใหม่ เพื่อบรรลุเป้าหมายการขับเคลื่อนพลังงานทดแทนให้มีสัดส่วน 30% ของพลังงานไฟฟ้าทั้งประเทศภายในปี 2573 และตั้งเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ภายในปี 2608
นายศุภชัย เอกอุ่น ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กล่าวว่า ในอนาคตจะมีการขยายผลการศึกษาไปสู่โครงการอื่นๆ ช่วยให้ภาพรวมของประเทศไทย มีศักยภาพ ด้านการผลิต และการให้บริการด้านพลังงานสูงขึ้น ยอมรับว่า 2 ปี ที่ทำยังไม่ราบรื่น เฟส 2 จะเร็วขึ้น เชื่อว่าจะช่วยให้วงการพลังงานและอุตสาหกรรมในไทยไม่ตกเทรนด์

นายสุวิทย์ ธรณินทร์พานิช ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน และประธานคณะทำงานส่งเสริมและสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกของภาคอุตสาหกรรม กล่าวว่า เห็นถึงความเดือดร้อนของผู้ประกอบการไทยทั้งภาคการผลิตและภาคการค้าที่ประสบปัญหากลไกด้านสิ่งแวดล้อมแบบ Non-Tariff Barrier ส่งผลให้ความต้องการใช้พลังงานหมุนเวียนในประเทศเพิ่มขึ้นเกิดธุรกิจพลังงานไฟฟ้ารูปแบบใหม่ที่มีความหลากหลาย และยังมีความท้าทายที่ต้องการการสนับสนุนจากหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่ยุคสังคมคาร์บอนต่ำ

นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ กรรมการ กกพ. กล่าวว่า โครงการนี้เพื่อสนับสนุนให้เกิดการทดสอบทางเทคโนโลยีด้านพลังงานในสภาพแวดล้อมของการใช้งานจริงในพื้นที่และขนาดที่จำกัด อีกทั้งเพื่อกำหนดแนวทางการกำกับดูแลการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ทั้งในรูปแบบเปิดกว้างและแบบมุ่งเป้าในด้าน Green Innovation และ Green Regulation ทำให้ประชาชนได้ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดราคาที่เหมาะสม

นายกิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ได้กล่าวถึงนโยบายของ สอวช. และการสนับสนุนการอบรมให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการโดยแบ่งเป็น 6 หลักสูตรคือ 1. Design Principle: Passive & Active Design 2. Energy Efficiency 3. Renewable Energy 4. 3R + 1W + 1C 5. Carbon Credit Certificate และ 6. Carbon Credit/RE Platform ซึ่งคาดว่าจะเริ่มต้นในเดือนพ.ค.2565

Ref. https://www.bangkokbiznews.com/business/993485

อ่านต่อ

3 การไฟฟ้า จับมือพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไฟฟ้าของไทย

ประชุมคณะกรรมการของ 3 การไฟฟ้า บูรณาการการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและทิศทางการดำเนินงานในอนาคตให้มีเอกภาพ ไม่ซ้ำซ้อน และเกิดประโยชน์สูงสุด รองรับการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคพลังงานหมุนเวียนอย่างยั่งยืน

วันที่ 12 มีนาคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2565 นายกุลิศ สมบัติศิริ ประธานกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นประธานการประชุม “การบูรณาการการลงทุนและการดำเนินงานเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไฟฟ้า” ระหว่างคณะกรรมการการไฟฟ้านครหลวง (MEA) คณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) และคณะกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยมีพลอากาศเอกชาญฤทธิ์ พลิกานนท์ กรรมการ MEA นายยอดพจน์ วงศ์รักมิตร กรรมการ PEA พร้อมด้วยคณะกรรมการของ 3 การไฟฟ้าร่วมประชุม
นายกุลิศ กล่าวว่า ประเทศไทยได้เดินหน้าเปลี่ยนผ่านพลังงานไฟฟ้าเข้าสู่ยุค Renewable Energy (RE) หรือ ยุคพลังงานสีเขียว (Green Energy) ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทาย จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานด้านพลังงานไฟฟ้าทุกภาคส่วน ซึ่งที่ผ่านมาหน่วยงาน 3 การไฟฟ้า กฟผ. MEA และ PEA ได้ร่วมกันดำเนินงานเพื่อบูรณาการและวางแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของ 3 การไฟฟ้ามาอย่างต่อเนื่อง เป็นไปตามแผนปฏิรูปประเทศด้านไฟฟ้า ภายใต้การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารกิจการไฟฟ้า

โดยเฉพาะแผนการพัฒนาระบบส่งและระบบจำหน่ายไฟฟ้าให้มีความทันสมัย (Grid Modernization) เพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มสูงขึ้น และรองรับพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น การใช้ยานยนต์ไฟฟ้า การติดตั้ง Solar Rooftop ในภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งการนำระบบสมาร์ทกริดเข้ามาใช้งานในอนาคต
“การบูรณาการการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของ 3 การไฟฟ้า คำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชนเป็นสำคัญ ซึ่งถือเป็นการบูรณาการการลงทุนร่วมกันระหว่างกระทรวงพลังงานและกระทรวงมหาดไทยอย่างมีเอกภาพ ทำให้การลงทุนเกิดประโยชน์สูงสุด ไม่เกิดความซ้ำซ้อนในทุกมิติ เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบไฟฟ้าของประเทศให้มีความมั่นคงและรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Green Energy ในอนาคตอย่างยั่งยืน และสามารถบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 (พ.ศ.2593) ตามนโยบายของรัฐบาล”นายกุลิศกล่าว

ทั้งนี้ ในการประชุมได้นำเสนอแนวทางบูรณาการการลงทุนภายใต้แผนการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านสมาร์ทกริดของประเทศไทย รูปแบบและการดำเนินการด้าน Grid Modernization การบูรณาการข้อมูลด้านพลังงาน โดยการจัดตั้งศูนย์สารสนเทศพลังงานแห่งชาติ (National Energy Information Center : NEIC) ของกระทรวงพลังงาน เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐสามารถใช้ประโยชน์ข้อมูลร่วมกัน

ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าให้มีความทันสมัย (Grid Modernization) อย่างเต็มรูปแบบ รวมทั้งยังได้เสนอให้มีการดำเนินธุรกิจร่วมกันเพื่อให้เกิดการพัฒนาในภาพรวม เช่น การร่วมมือในการพัฒนาสถานีอัดประจุไฟฟ้า EV Charging Station ของ 3 การไฟฟ้าให้เป็นแพลทฟอร์มเดียวกัน เพื่ออำนวยความสะดวกและส่งเสริมให้มีการใช้ยานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น และการร่วมทุนจัดตั้งบริษัทกำจัดซากแบตเตอรี่ นอกจากนี้ ยังได้นำเสนอแผนเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับเหตุฉุกเฉินในระบบไฟฟ้าในสถานการณ์วิกฤติพลังงาน

Ref. https://www.prachachat.net/economy/news-885141

อ่านต่อ

อสังหาฯ เดินหน้าสู่ “Net zero” ที่อยู่อาศัยตอบโจทย์ความยั่งยืน

ปัจจุบันความสนใจในเรื่องพลังงานสะอาดเริ่มได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้น การเข้าถึงการติดตั้ง Solar Roof ตามบ้านเรือนทำได้ง่ายขึ้น รวมถึงการกระแส รถ EV ที่เริ่มได้รับความนิยมในหลายประเทศ จากเทรนด์ดังกล่าว ทำให้เรื่องพลังงานสะอาดเป็นเรื่องใกล้ตัว และหลายคนเริ่มมองหาตัวเลือกที่ทำให้ชีวิตเข้าใกล้พลังงานสะอาดเหล่านี้มากขึ้น

การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่การใช้พลังงานสะอาด ใช้ทรัพยากรอย่างมีคุณค่า และบริหารจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการปล่อยปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นปัจจัยที่ “ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์” นำมาเป็นโจทย์หลักในการพัฒนาโครงการด้านที่อยู่อาศัยให้ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่กำลังมองหาบ้านแบบยั่งยืน

“แสนสิริ” หนึ่งในบริษัท อสังหาฯ ที่ให้ความสำคัญในเรื่อง Climate Change และการกู้วิกฤตสิ่งแวดล้อมโลกมาโดยตลอดกว่า 10 ปี สร้างจุดเปลี่ยนด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน มุ่งสู่ Thailand’s First Real-Estate Company to Set Target for Net-zero

มีพันธกิจองค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็น “ศูนย์” ภายใต้กระบวนการขับเคลื่อนเชิงกลยุทธ์ 4 ด้านหลัก “Process” การวางแผนระยะสั้นจนถึงระยะยาว “Product” การพัฒนาบ้านสู่เป้า Net-zero “Partners” ผู้ที่มีส่วนสำคัญตลอดกระบวนการสร้างบ้าน และ “Investment” การลงทุนเพื่อตอบโจทย์ความยั่งยืน
“อุทัย อุทัยแสงสุข” ประธานผู้บริหารสายงานปฎิบัติการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เล่าว่าที่ผ่านมาได้ทำบ้าน “Cooliving Designed Home” ช่วยแก้ปัญหาบ้านร้อน ไม่ว่าจะเป็นระบบพัดลมพลังงานแสงอาทิตย์ ช่องลมระบายอากาศ กระจกตัดแสง ผนังต้านทานความร้อนได้ดี ใช้ Solar Roof มา 2-3 ปี พร้อมหาพาร์ทเนอร์เพื่อเดินทางไปสู่ Net Zero เนื่องจากการมุ่งสู่ Net Zero ไม่สามารถทำได้โดยลำพัง เพราะเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นซัพพลายเออร์ ผู้รับเหมา แรงงาน ที่ทำให้บ้านสำเร็จ พร้อมดำเนินธุรกิจเพื่อความยั่งยืน ภายใต้งบ 500 ล้านบาท ใน 3 ปี
โดย “แสนสิริ” ได้ว่าจ้างที่ปรึกษาและเข้าเป็นสมาชิกเครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย ซึ่งเป็นเครือข่ายที่จัดตั้งโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบจ.) ซึ่งจะทำให้ทราบว่าปริมาณการปล่อยปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของแสนสิริภายในไตรมาส 1 นี้ พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น มุ่งสู่การใช้พลังงานสะอาด ใช้ทรัพยากรอย่างมีคุณค่า และบริหารจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ร่วมมือกับพันธมิตรในการลดการผลิตก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง โดยในปีนี้จะมีการจับมือกับพันธมิตรเพิ่มขึ้นทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้การก้าวสู่ Net-Zero เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ติด “Solar Roof” 6 พันหลัง ใน3ปี

เป้าหมาย Net-Zero ในปี 2565 แสนสิริ ได้ดำเนินการตามเป้าหมายพันธกิจสีเขียว โดยจับมือกับ ION (ไอออน) ผู้จัดหาโซลูชั่นพลังงานโซลาร์ครบวงจร เดินหน้าติดตั้ง Solar Roof ในบ้านเดี่ยวแสนสิริทุกหลัง ทุกโครงการใหม่ ในทุกระดับราคา 100% โดยกำหนดเป้าหมายไว้ว่าบ้านเดี่ยวแสนสิริ 6,000 หลัง ติด Solar Roof 100% ใน 3 ปีจะสามารถช่วยลดโลกร้อน และช่วยลูกบ้านประหยัดได้อย่างมหาศาลในอนาคต โดยในระยะเวลา 25 ปี จะช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าให้ลูกบ้านทุกหลังรวมกันได้ถึง 1,600 ล้านบาท ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศได้ถึง 8,000 ตัน หรือเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ 535,000 ต้น หรือปลูกป่า 2,673 ไร่

รวมถึง ติดตั้ง Solar Roof ในส่วนกลางของทุกโครงการใหม่ที่เปิดตัวในปีนี้ ใช้ไฟส่องสว่างในสวนพลังงานแสงอาทิตย์ในทุกโครงการแนวราบ 28 โครงการ จากในปีที่ผ่านมา ที่มีไฟส่องสว่างในสวนจากพลังงานแสงอาทิตย์แล้วจำนวน 34 โครงการ

ติดตั้ง EV Charger บ้านเดี่ยวระดับบน

นอกจากนี้ ยังได้ร่วมมือและลงทุนใน ชาร์จ แมเนจเม้นท์ จำกัด (SHARGE) ติดตั้ง EV Charger ในโครงการบ้านเดี่ยวระดับบน โครงการใหม่ที่จะเปิดตัวในปีนี้ทุกหลังให้ได้ 100% โดยมีแผนติดเครื่องชาร์จในบ้านเดี่ยว 1,860 หลัง ภายใน 3 ปีนี้ อันจะช่วยให้ลูกบ้านแสนสิริทุกหลังประหยัดค่าน้ำมันรวมกว่า 150 ล้านบาทต่อปี ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศได้กว่า 20,000 ตัน เทียบเท่าการปลูกต้นไม้กว่า 1,300,000 ต้นต่อปีหรือปลูกป่า 6,500 ไร่

ปัจจุบัน ติดตั้ง EV Charging Station ในโครงการคอนโดมิเนียมแล้วจำนวน 95 หัวชาร์จ (50 เครื่อง) ใน 28 โครงการ และมีแผนติดตั้งเพิ่มใน 18 โครงการคอนโดมิเนียมในปีนี้ รวมทั้ง มีเป้าหมายขยายการติดตั้ง EV Charging Station ให้ครอบคลุมโครงการคอนโดมิเนียมและโครงการแนวราบที่เปิดใหม่ทุกโครงการ ภายใน 3 ปี และในบ้านทุกหลังในทุก segment ให้ได้ในปี 2573

“แสนสิริ เปรียบเสมือนคนที่อำนวยความสะดวกโครงสร้างพื้นฐานในแง่ของที่อยู่อาศัยให้แก่ลูกบ้าน โดยดูความต้องการลูกค้า เทรนด์กำลังมา เช่น พลังงานสะอาด ค่าน้ำมันที่สูงขึ้น ดังนั้น หากสามารถทำให้ลูกบ้านประหยัดเงินได้ในระยะยาวเป็นเรื่องสำคัญ และเชื่อว่าในอนาคต เทคโนโลยี Solar Roof และ เครื่องชาร์จรถ EV จะถูกลง และวันหนึ่งจะกลายเป็นมาตรฐาน ขณะเดียวกัน ลูกค้าโครงการเดิมของแสนสิริ ที่ต้องการติดตั้ง Solar Roof และ เครื่องชาร์จรถ EV สามารถติดต่อให้บริการเสริมได้” อุทัยกล่าว ทิ้งท้าย
Solar Roof – EV Charger ตอบโจทย์ พลังงานสะอาด

“พีรกานต์ มานะกิจ” ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ไอออน เอนเนอร์ยี่ จำกัด อธิบายว่า Solar Roof ที่ติดตั้งในบ้านเดียวของแสนสิริ เป็นระบบออนกริด ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อจ่ายไฟฟ้าให้เครื่องใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวัน โดย Solar Roof ที่ติดตั้งขนาดติดตั้ง 1.38 kWp สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 2,015 หน่วย/ปี เพียงพอต่อการใช้ไฟฟ้ากับไฟขนาด 10 W จำนวน 10 ดวง แอร์ขนาด 9,000 BTU จำนวน 1 เครื่อง ซึ่งจะช่วยประหยัดค่าไฟได้ถึง 9,600 บาท/ ปี

รวมทั้งขนาดติดตั้ง 1.84 kWp สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 2,687 หน่วย/ปี เพียงพอต่อการใช้ไฟฟ้ากับ ไฟขนาด 10 W จำนวน 15 ดวง แอร์ขนาด 9,000 BTU จำนวน 1 เครื่อง ตู้เย็นขนาด 16 คิว จำนวน 1 ตู้ และทีวี 55” LED จำนวน 2 เครื่อง ซึ่งจะช่วยประหยัดค่าไฟได้ถึง 12,750 บาท/ปี
ขณะที่ Solar Roof กำลังไฟ 15 kWp – 20 kWp ผลิตไฟได้ 22,000 – 35,000 หน่วยต่อปี ช่วยประหยัดไฟฟ้าในส่วนกลางให้ลูกบ้านได้ถึง 107,600 – 170,800 บาท ต่อปี/ 1 โครงการ ทำให้ช่วงกลางวันสามารถใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในคลับเฮาส์ได้ 100% ประหยัดไฟฟ้าได้กว่า 68,620 บาทต่อปี
“พีระภัทร ศิริจันทโรภาส” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชาร์จ แมเนจเม้นท์ จำกัด (SHARGE) อธิบายว่า เครื่องชาร์จรถ EV เป็นเครื่องชาร์จ ABB Terra AC Wallbox 22 kW นำเข้าโดย SHARGE เป็นเครื่องชาร์จที่เหมาะกับการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าในที่อยู่อาศัย เนื่องจากใช้งานง่าย เหมาะสำหรับการชาร์จในช่วงกลางคืน ช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายและสะดวกสบายต่อผู้ใช้งาน ค่าใช้จ่ายสำหรับการชาร์จไฟของรถยนต์ไฟฟ้า ถูกกว่าค่าน้ำมันของรถยนต์สันดาปประมาณ 2 เท่าตัว

ซึ่งการขับรถยนต์ไฟฟ้า 1 กิโลเมตร จ่ายค่าไฟประมาณ 0.96 บาท ขณะที่ค่าน้ำมันของรถยนต์สันดาป สำหรับการวิ่ง 1 กิโลเมตรจะอยู่ที่ประมาณ 2.4 บาท ทั้งนี้ ลูกบ้านแสนสิริที่ติดตั้ง EV Charger ยังจะได้รับ 1,000 Charging Credit เพื่อชาร์จไฟรถยนต์ EV ที่สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ากว่า 100 แห่งทั่วประเทศอีกด้วย

Ref. https://www.bangkokbiznews.com/social/990437

อ่านต่อ

ดีป้า เปิดหลักสูตร Smart City Leadership Program หนุนเมืองอัจฉริยะเกิดจริงตามแผน

ดร.ภาสกร ประถมบุตร รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) เปิดเผยว่า เมืองอัจฉริยะเป็นวาระแห่งชาติและอยู่ในหมุดหมายที่ 8 ของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (ปี 2566-2570) ซึ่งทุกเมืองในประเทศไทยมีโอกาสที่จะพัฒนาไปสู่ความเป็นเมืองอัจฉริยะตามแนวทางของคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะที่มีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานและมีดีป้าเป็นเลขานุการ โดยมีกลไกสนับสนุนจากภาครัฐและแนวทางการส่งเสริมอุตสาหกรรมดิจิทัลแก่ภาคเอกชน และการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่ผู้นำเมืองและประชาชนไปพร้อมๆกัน และเพื่อให้มีแนวทางที่ชัดเจนคณะกรรมการขับเคลื่อนฯได้กำหนดนิยามคำว่าเมืองอัจฉริยะว่า หมายถึง เมืองที่ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยและชาญฉลาด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการให้บริการและการบริหารจัดการเมือง ลดค่าใช้จ่ายและการใช้ทรัพยากรของเมืองและประชากรเป้าหมาย โดยเน้นการออกแบบที่ดีและการมีส่วนร่วมของภาครัฐ ภาคธุรกิจและภาคประชาชนในการพัฒนาเมือง ภายใต้แนวคิดการพัฒนาเมืองน่าอยู่ เมืองทันสมัย ให้ประชาชนในเมืองมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุขอย่างยั่งยืน และแบ่งประเภทของการพัฒนาครอบคลุม 7 ด้าน ประกอบด้วย สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment) เศรษฐกิจอัจฉริยะ (Smart Economy) ขนส่งอัจฉริยะ (Smart Mobility) พลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy) พลเมืองอัจฉริยะ (Smart People) การดำรงชีวิตอัจฉริยะ (Smart Living) การบริหารภาครัฐอัจฉริยะ (Smart Governance)

ทั้งนี้ตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล มีภารกิจในการส่งเสริม สนับสนุน และ ดำเนินการเกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากรขององค์กรปกครองท้องถิ่นให้มีความรู้ความเข้าใจในด้านเทคโนโลยีดิจิทัล สามารถนำองค์ความรู้และทักษะด้านดิจิทัลไปปรับใช้ให้เกิด
ประโยชน์ต่อองค์กร สังคมและเศรษฐกิจ ตามบริบทของเมืองอัจฉริยะ และเพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและบรรลุตามวัตถุประสงค์ของแนวทางการขับเคลื่อนประเทศไทย 4.0 และยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี ในการนี้ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ร่วมกับบริษัท โนเนม ไอเอ็มซี จำกัด ได้ร่วมจัดอบรม หลักสูตรผู้นำการส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ (Smart City Leadership Program: SCL) รุ่นที่ 1 ให้ผู้บริหารระดับสูงทั้งภาครัฐและเอกชนที่อยู่ในส่วนกลางและภูมิภาค โดยโครงสร้างเนื้อหาหลักสูตรครอบคลุมแนวทางการสร้างโครงการเมืองอัจฉริยะน่าอยู่ประเทศไทย การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในทุกมิติทั้งบริบทภาครัฐและเอกชน รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อขับเคลื่อนพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ได้แก่

Module 1: ความเข้าใจเบื้องต้น โครงการเมืองอัจฉริยะน่าอยู่ประเทศไทย (Smart City Thailand Essentials) Module 2: การจัดทำแผนเมืองอัจฉริยะประเทศไทย ด้วยวิธีการคิดเชิงออกแบบ และแผนภาพโครงการธุรกิจ (Design Thinking and Business Model Canvas for Smart City Promotion) Module 3: ความรู้ขั้นสูงเรื่องการออกแบบและพัฒนาเมือง (Advanced Knowledge in Smart City Design and Development) Module 4: การส่งเสริม สนับสนุนและให้ความรู้การจัดทำโครงการพัฒนาโครงการนำร่องเมืองอัจฉริยะในพื้นที่จริง (Smart City Project Piloting and Mentoring) Module 5: การศึกษาดูงานโครงการเมืองอัจฉริยะในประเทศ (Smart City Best Practice Study Visit and On-Site Workshop with Experts)
ระยะเวลาการอบรมเป็นหลักสูตรระยะสั้น 6 วัน ระหว่างวันที่ 11-26 พฤษภาคมนี้ สัปดาห์ละ 2 วัน รวม 36 ชั่วโมง มีรูปแบบการอบรม Hybrid ทั้งรูปแบบออนไลน์ และ ออฟไลน์ รวมทั้งการดูงานถอดแบบการเรียนรู้จากองค์กรในประเทศ อาทิ Microsoft, Huawei Thailand, Future Tales Lab , Samyan Smart City โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิกว่า 20 คน เช่น คุณภุชพงค์ โนดไธสง, ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์, คุณพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ, ดร.ชาลี วรกุลพิพัฒน์, ดร.สันติสุข ลิ้มปีติเจริญโชติ, ดร.รพีสุภา หวังเจริญรุ่ง, ดร.พงษ์พิศิษฐ์ หุยากรณ์ เป็นต้น ทั้งนี้เปิดรับสมัครแล้วจนถึงวันที่ 1 เมษายนนี้ ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดทาง

Ref. https://www.matichon.co.th/news-monitor/news_3214110

อ่านต่อ

“โซล่าเซลล์” พลังงานจากแสงอาทิตย์ ต้นแบบการรักษ์โลกอย่างยั่งยืน

ภาวะโลกร้อน ก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้คนและระบบนิเวศอย่างหนัก แนวคิดเรื่องการใช้ พลังงานหมุนเวียน จึงเป็นเรื่องสำคัญและใกล้ตัวมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ และพลังงานลม เนื่องจากเป็นพลังงานที่ปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก และที่สำคัญคือ ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญระดับโลกที่ต้องอาศัยแรงผลักดันจากทุกภาคส่วน

ทีมงานได้มีโอกาสเยี่ยมชมนวัตกรรมพลังงานสะอาดที่สำคัญ พลังงานแห่งอนาคต ประเภท Solar Farm เปลี่ยนแสงอาทิตย์เป็นพลังงานไฟฟ้า ณ โรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ บางเขนชัย ของ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower ที่อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา บนพื้นที่กว่า 185 ไร่ มีการใช้แผงโซล่าเซลล์กว่า 48,000 แผง กำลังการผลิตติดตั้ง 8 เมกะวัตต์ ใช้เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์แบบ Thin Film หรือฟิล์มบาง ซึ่งเหมาะกับภูมิประเทศที่มีอากาศร้อนอย่างประเทศไทย
นายธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า CKPower ให้ความสนใจในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะกลุ่มของพลังงานแสงอาทิตย์ เราจึงเข้ามาบุกเบิกและลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ บางเขนชัย แห่งนี้มากว่า 10 ปี โดยมีลักษณะเป็น Solar Farm นอกจากนี้ เรายังมีประเภท Solar Rooftop ที่ติดตั้งสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมอีกจำนวน 5 แห่ง ซึ่งพลังงานแสงอาทิตย์เป็นหนึ่งในประเภทพลังงานหมุนเวียนที่สำคัญ สอดคล้องกับเป้าหมายของ CKPower ที่มุ่งสู่การเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค และมีคาร์บอน ฟุตพริ้นท์ ต่ำที่สุดรายหนึ่ง รวมถึงร่วมสนับสนุนนโยบายประเทศและสากล ในการลดระดับคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนในระยะยาว
ด้านทีมวิศวกรของโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ บางเขนชัย ได้อธิบายเพิ่มเติมถึงขั้นตอนการเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานไฟฟ้าว่า การทำงานจะมีกลไกและอุปกรณ์ต่างๆ ประกอบไปด้วย แผงโซล่าเซลล์ เครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (อินเวอร์เตอร์) ตู้กระแสสลับ และหม้อแปลงไฟฟ้า เริ่มจากแสงอาทิตย์ซึ่งเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและมีพลังงาน มากระทบกับแผงโซล่าเซลล์ ซึ่งเป็นสารกึ่งตัวนำจนเกิดเป็นการถ่ายทอดพลังงาน ทำให้กลายเป็นพลังงานไฟฟ้ากระแสตรงขึ้น หลังจากนั้นก็เคลื่อนที่ต่อไปยังเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้าเพื่อทำให้กลายเป็นกระแสสลับ แล้วส่งต่อไปสู่ตู้กระแสสลับและหม้อแปลงไฟฟ้า เพื่อเพิ่มแรงดันและส่งเข้าสู่ระบบจำหน่ายไฟฟ้าต่อไป
ทั้งนี้ กระบวนการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้า ได้ผ่านการควบคุมและติดตามผลการดำเนินงานที่สอดคล้องกับมาตรฐานทางด้านสิ่งแวดล้อมของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) นอกจากนี้ ยังมีการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง ผ่านระบบการมอนิเตอร์แบบ Real Time ตลอด 24 ชั่วโมง มีการติดตามประสิทธิภาพของการผลิตไฟฟ้า และทำความสะอาดแผงโซล่าเซลล์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าสามารถทำงานและรับพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อนำไปผลิตไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

จุดเด่นอีกประการของ โรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ บางเขนชัย คือการออกแบบระบบการหมุนเวียนนํ้าตามธรรมชาติ ในลักษณะของ On-Site Recycle ที่มีบ่อพักน้ำขนาดใหญ่ไว้คอยกักเก็บน้ำฝนที่ไหลผ่านร่องน้ำแบบหลังเต่า เข้าสู่กระบวนการบำบัดเพื่อนำน้ำมาใช้ในการล้างแผงโซล่าเซลล์ และควบคุมไม่ให้มีการปล่อยน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ส่งผลให้เกิดการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่ามากที่สุด
“โรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ บางเขนชัย เป็นหนึ่งในโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์จำนวน 9 แห่ง ของ CKPower เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์เมื่อปี 2555 นอกเหนือจากการทำธุรกิจแล้ว CKPower ยังตระหนักถึงการร่วมพัฒนาชุมชนและสังคมโดยรอบ ผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ Hero! Solar Zero Waste เพื่ออบรมเรื่องสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมให้ลดการใช้พลาสติกแก่เยาวชน รวมถึงการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างงานสร้างอาชีพให้กับคนในชุมชน โดยเจ้าหน้าที่ของโรงไฟฟ้าเป็นคนในพื้นที่ที่อยู่กับเรามากว่า 10 ปีนับตั้งแต่ดำเนินการโรงไฟฟ้า” นายธนวัฒน์ กล่าว

ข้อมูลจากองค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) ประเมินว่า ภายในปี 2569 การลงทุนด้านพลังงานไฟฟ้ากว่า 95% ทั่วโลก จะเป็นการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน โดยกว่าครึ่งจะมาจากพลังงานแสงอาทิตย์ จึงไม่น่าแปลกใจว่าทุกวันนี้ เราได้เห็นแผงโซล่าเซลล์อยู่รอบตัวมากขึ้น ทั้งในรูปแบบโซล่าฟาร์มขนาดใหญ่บนพื้นดิน บนหลังคาบ้านและอาคารต่างๆ แม้กระทั่งพื้นน้ำก็มีให้เห็นกัน โดยมีแรงสนับสนุนจากภาครัฐ ตลอดจนปัจจัยสำคัญในการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แนวโน้มต้นทุนการผลิตที่ต่ำลง และสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยที่อยู่ในแนวเส้นศูนย์สูตร ทำให้ระยะเวลาในการได้รับแสงอาทิตย์ในช่วงกลางวันมีความใกล้เคียงกันตลอดทั้งปี ส่งผลให้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นอีกหนึ่งพลังงานหมุนเวียนที่สำคัญและเป็นต้นแบบการรักษ์โลกอย่างยั่งยืน

Ref. https://www.bangkokbiznews.com/business/991724

อ่านต่อ

กฟภ.นำร่องใช้หม้อแปลงซับเมอร์ส นำสายไฟลงดินทั้งระบบ ใจกลางนครเชียงใหม่ตามนโยบาย“นครเชียงใหม่เมืองสวยไร้สาย”

กฟภ.นำร่อง ใช้หม้อแปลงอัจฉริยะซับเมอร์ส นำสายไฟลงดินทั้งระบบถนนช้างม่อย ตลาดวโรรส นครเชียงใหม่ ตามโครงการ “นครเชียงใหม่เมืองสวยไร้สาย” สร้างความมั่นคงปลอดภัย เพิ่มทัศนียภาพสวยงาม และส่งเสริมการค้าขาย เพื่อปรับทัศนียภาพส่งเสริมเป็น Smart City

วันนี้ (7 มี.ค.) ตามวิสัยทัศน์วิสัยทัศน์ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ที่สร้างสรรค์องค์กรให้มีความทันสมัย เป็นองค์กรชั้นนำในระดับภูมิภาค มุ่งมั่นการให้บริการพลังงานไฟฟ้าและธุรกิจเกี่ยวเนื่องอย่างครบวงจร ที่มีประสิทธิภาพ เชื่อถือได้ เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ สังคมอย่างยั่งยืน มีนโยบายผลัดดันเมืองเชียงใหม่ เป็นเมืองสวยไร้สาย นำสายไฟฟ้าและหม้อแปลงซับเมอร์สลงดินในถนนสายสำคัญๆ เพื่อปรับปรุงทัศนียภาพ สร้างความมั่นคงในการจ่ายกระแสไฟฟ้าที่มีความเสถียร เพื่อรองรับการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก เดินทางเข้าสู่นครเชียงใหม่ ที่ติดอันดับเมืองท่องเที่ยวต้นๆ ของโลก

จากนโยบายดังกล่าวของ กฟภ. ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการผลักดันนโยบายนำไปสู่การปฏิบัติให้เกิดเป็นรูปธรรม สร้างความพึงพอใจให้แก่พี่น้องประชาชนชาวเชียงใหม่ ในการนำสายไฟฟ้าลงดินทั้งระบบ เพื่อการจัดระเบียบสายไฟฟ้าและหม้อแปลงไฟฟ้า ให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย สร้างทัศนียภาพที่สวยงามให้กับถนนสายสำคัญๆ ในนครเชียงใหม่ เพื่อรองรับการเป็นนครไร้สายแห่งภูมิภาคอาเซียน สร้างความสำคัญทางเศรษฐกิจการค้า สร้างภูมิทัศน์ให้สถานที่ท่องเที่ยวโบราณสถาน ศิลปวัฒนธรรม เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล “นครเชียงใหม่เมืองไร้สาย” ซึ่งนอกจากจะส่งเสริมภูมิทัศน์ให้เชียงใหม่ดูสวยงามไร้เสา ไร้สาย ไร้หม้อแปลง ที่บดบังทัศนียภาพแล้ว ยังทำให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงาน ลดความเสี่ยงด้านอัคคีภัย ไม่เสี่ยงเกิดไฟฟ้าลัดวงจรจากสัตว์ อุบัติเหตุบนถนนจากการสัญจรของประชาชน อุบัติเหตุกิ่งไม้หักใส่ ทำให้เสาไฟ สายไฟได้รับความเสียหาย และส่งผลให้เกิดความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยว พี่น้องประชาชน จัดระเบียบและความปลอดภัยอย่างสมบูรณ์แบบทั้งระบบ

“ด้วยวิสัยทัศน์ของผู้ว่า กฟภ. ต้องการให้เชียงใหม่เป็นเมืองท่องเที่ยวไร้สายไฟฟ้า นำสายไฟฟ้าและหม้อแปลงลงดินครบวงจรทั้งระบบแห่งแรกของประเทศนั้น เป็นเรื่องที่ยินดีอย่างมากสำหรับพี่น้องชาวเชียงใหม่ ซึ่งในขณะเดียวกัน บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตหม้อแปลงอัจฉริยะซับเมอร์ส มีความพร้อมให้การสนับสนุนนโยบายดังกล่าวของทาง กฟภ. อย่างเต็มที่ ด้วยการสนับสนุนสินค้าหม้อแปลงดังกล่าว เพื่อนำสายไฟลงดินทั้งระบบ ทั้งสายไฟและหม้อแปลง ซึ่งจะทำให้นครเชียงใหม่มีภาพลักษณ์ที่สายงามไร้สาย และสร้างความสมบูรณ์ให้กับระบบไฟฟ้าอย่างยั่งยืน”

นายประจักษ์ กิตติรัตนวิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ (ฝายพัฒนาผลิตภัณฑ์กับนวัตกรรม) บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด กล่าวว่า จากนโยบายดังกล่าวของ กฟภ. บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ สินค้าบัญชีนวัตกรรมไทย สนับสนุนให้เปล่าหม้อแปลงไฟฟ้าระบบจำหน่ายชนิดจมน้ำ หรือหม้อแปลงอัจฉริยะ Submersible transformer นวัตกรรมใหม่ พร้อมทั้งระบบตรวจสอบและบำรุงรักษาแบบ IOT ที่เป็นสินค้าบัญชีนวัตกรรมไทย ขนาด 250 KVA. 22 KV. 416/240 V. บริจาคหม้อแปลงชนิดนี้ให้กับ กฟภ.ทำการติดตั้งกับระบบไฟฟ้า ในการนำสายไฟลงดินทั้งระบบ ที่ถนนช้างม่อย ตลาดวโรรส หรือกาดหลวง เพื่อปรับทัศนียภาพใจกลางเมืองเชียงใหม่ให้ดูสวยงาม และฟื้นฟูแหล่งการค้า สถานที่ท่องเที่ยว ให้มีความสวยงามยั่งยืน เป็นประโยชน์ต่อสังคม และประชาชนในอนาคต ช่วยส่งเสริมการเป็น Smart City ที่สมบูรณ์ สร้างภูมิทันน์สวยงาม, ส่งเสริมการปลูกป่าในเมือง ร่วมทั้งสร้างความปลอดภัยต่อนักท่องเที่ยว ประชาชน

การนำสายไฟฟ้า และหม้อแปลงลงดินในเมืองขนาดใหญ่ ถือเป็นนโยบายของรัฐบาลที่ได้มีการตอบรับที่ดีจากประชาชนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการนำสายไฟฟ้าและหม้อแปลงซับเมอร์สลงดินในพื้นที่ใจกลางเมืองนครเชียงใหม่ เนื่องจากทำให้บ้านเมืองมีระเบียบ มีความปลอดภัยและทัศนียภาพที่สวยงาม อันจะส่งผลให้การท่องเที่ยวซึ่งถือเป็นรายได้หลักของประเทศพลิกฟื้นกลับมา หลังต้องเผชิญกับสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

^

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด ได้มอบหม้อแปลงไฟฟ้า Submersible transformer ให้กับสำนักงานทรัพย์สินจุฬาฯ เพื่อปรับทัศนียภาพ “สยามสแควร์ ใหม่ ให้เป็นแหล่งซ็อปปิ้งไร้สายไฟใจกลางกรุงเทพฯ แห่งแรก ภายใต้นโยบายของรัฐบาล ที่ต้องให้กรุงเทพฯ เป็นเมือง “Smart City” อย่างสมบูรณ์

Ref. https://mgronline.com/onlinesection/detail/9650000022442

อ่านต่อ

กระทรวงอุตฯ เร่งออกมาตรฐานยานยนต์ไฟฟ้า หนุนนโยบาย EV

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า รัฐบาลได้ส่งเสริมให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่สำคัญของโลก คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด อีวี) ที่มีท่านนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธานได้กำหนดแนวทางการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมได้ขานรับนโยบายดังกล่าว โดยการจัดทำมาตรฐานยานยนต์ไฟฟ้าออกมาอย่างต่อเนื่อง และมีการประกาศใช้แล้วจำนวน 116 มาตรฐาน รวมทั้งส่งเสริมให้มีโครงสร้างพื้นฐานด้านการตรวจสอบรับรองที่มีความพร้อม เช่น ศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ (ATTRIC) ที่สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง
เพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาลด้าน EV ให้เกิดการผลิตและการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ ให้เป็นไปตามเป้าหมายการผลิตและการใช้ยานยนต์ไร้มลพิษ หรือ Zero Emission Vehicle : ZEV ลดการใช้น้ำมัน ลดการปล่อยไอเสีย รวมทั้งลดฝุ่นจิ๋ว PM 2.5 ด้วย

นายบรรจง สุกรีฑา เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปี 2565 สมอ. มีแผนจัดทำมาตรฐานอีกจำนวน 19 มาตรฐาน ได้แก่ มาตรฐานจักรยานยนต์ไฟฟ้า, มาตรฐานระบบแบตเตอรี่ในรถยนต์ไฟฟ้า, มาตรฐานระบบการสื่อสารระหว่างรถยนต์ไฟฟ้ากับโครงข่ายไฟฟ้า, มาตรฐานระบบขับเคลื่อนรถยนต์ไฟฟ้า
มาตรฐานระบบเบรกของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า, มาตรฐานวิธีทดสอบที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้า, มาตรฐานเรือไฟฟ้า ชิ้นส่วนสำหรับดัดแปลงรถจักรยานยนต์ที่ใช้น้ำมันเป็นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ระบบจอดอัตโนมัติของรถยนต์, และระบบแบตเตอรี่ของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น

โดยจะเร่งดำเนินการออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลด้านอีวีให้เป็นรูปธรรม สำหรับมาตรฐานยานยนต์ไฟฟ้าที่จัดทำแล้วเสร็จและผ่านความเห็นชอบจาก กมอ. เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จำนวน 19 มาตรฐานนั้น อ้างอิงมาจากมาตรฐานระหว่างประเทศของ ISO ซึ่งมีข้อกำหนดครอบคลุมทั้งด้านความปลอดภัย ด้านมลพิษ ด้านเสียง และด้านการใช้พลังงาน

รวมทั้งยังเป็นมาตรฐานที่รองรับเทคโนโลยีวีทูจี (Vehicle to Grid – V2G) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่สามารถเก็บพลังงานไฟฟ้าสำรองไว้ในแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า มีศักยภาพในการควบคุมกระแสไฟฟ้าให้ไหลเข้าออกจากแบตเตอรี่ได้อย่างอิสระ จึงช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้มากขึ้น

นอกจากบอร์ด กมอ. ได้เห็นชอบมาตรฐานยานยนต์ไฟฟ้าแล้ว ยังได้เห็นชอบมาตรฐานอื่นๆ อีก 37 มาตรฐาน รวมเป็น 56 มาตรฐาน เช่น มาตรฐานระบบตรวจจับการบุกรุกและการโจรกรรมในอาคาร มาตรฐานตัวเป่าผม เครื่องขยายสัญญาณ ไมโครโฟน หูฟังคาดศีรษะและหูฟังใส่หู ถ้วยกระดาษสำหรับเครื่องดื่ม กระดาษพิมพ์และเขียน และผงสีอัลทรามารีน เป็นต้น

รวมทั้งได้เห็นชอบให้ เตาอบไมโครเวฟ และเหล็กกล้าคาร์บอนทรงแบนรีดร้อน สำหรับงานโครงสร้างเครื่องจักรกล เป็นสินค้าควบคุม

Ref. https://www.bangkokbiznews.com/business/992123

อ่านต่อ